สำเนาของ อรุณสวัสดิ์ “เต้าเต๋อจิง”เผยแพร่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568
- ไปไหนก็ไป Entertainment
- 7 พ.ย. 2568
- ยาว 1 นาที
🌹 แท้จริงแล้วโลกมิได้มีหนทางที่หลงผิด มีเพียงกิเลสที่มาบดบังดวงตาเท่านั้น
อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ

มีดวงตาไว้แลโลกภายนอก แต่มีดวงจิตไว้เพ่งพินิจภายใน
เนื้อหา “สีทั้งห้าทำให้ตาพร่ามัว”
“สีทั้งห้า” หมายถึง สีเขียว เหลือง แดง ขาว ดำ ทั้งหมด 5 สี ในที่นี้เป็นตัวแทนสิ่งเย้ายวนทางสายตาและภาพทั้งปวง
“ตาพร่ามัว” เป็นอุปมาถึงตาที่เห็นเลือนลางไม่แจ่มชัด จนมองไม่เห็นความจริง แยกไม่ออกว่าสิ่งใดจริงสิ่งใดลวง
ประโยคนี้หมายความว่า ดวงตาคือหน้าต่างแห่งใจ เปรียบเสมือนหอคอยสูงสร้างไว้สำหรับมองไกล แต่ก็อาจเป็นประตูที่นำความกังวลเข้ามา หากรับข้อมูลทางตาที่สับสนวุ่นวายเกินไป การจะแยกความจริงออกจากกลลวงก็เปรียบเสมือนงมเข็มในทะเล ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานยิ่งนัก ดังนั้น การรับข้อมูลทางตาที่ทะลักเข้ามามากเกินไป กลับกลายเป็นการทำให้ดวงจิตมืดบอด นี่เองคือความหมายของ “สีทั้งห้าทำให้ตาพร่ามัว”
สุภาษิตว่า “ตาเห็นจึงเป็นจริง” แต่ “เต้าเต๋อจิง” กลับกล่าวว่า “สีทั้งห้าทำให้ตาพร่ามัว” เมื่อคิดให้ลึกขึ้นอีกหน่อยแล้วช่างมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะการที่คนเราตัดสินเรื่องราวจากตาที่เห็น มักจะปะปนด้วยสีสันแห่งตัวตนเข้าไปด้วย ในบทที่ 1 ของ “เต้าเต๋อจิง” กล่าวว่า “ดังนั้น เมื่อดำรงอยู่ในสภาวะไม่มีตลอดกาล จึงสังเกตเห็นความลี้ลับของเต้าได้ เมื่อดำรงอยู่ในสภาวะมีตลอดกาล ย่อมแลเห็นจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของสรรพสิ่งได้” ความหมายคือการหยั่งรู้ที่ไร้การยึดติด และการรับรู้ที่มีจุดหมาย ทั้งสองไม่มีอะไรเหนือกว่ากัน แต่จำเป็นต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกันและขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งมิได้
คนทั่วไปมักคุ้นเคยกับการใช้ตาเนื้อดูเปลือกนอก “การดู” ของพวกเขาจึงผูกติดอยู่กับความผิวเผิน ซึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการรับรู้เท่านั้น แต่ผู้ตื่นรู้สามารถใช้ใจที่สงบบริสุทธิ์ เชื่อมสัมผัสกับความลี้ลับอัศจรรย์แห่งเต้าที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรูปลักษณ์ภายนอก นี่คือการใช้
“ตาจิต” มองทะลุผ่านข้อจำกัดของประสาทสัมผัสทั้งปวง จากการสังเกตแบบ “ตาเห็นจึงเป็นจริง” ซึ่งเป็นการสังเกตเห็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น ยกระดับสู่การหยั่งรู้ภายในที่ “ทลายความลวง คงเหลือความจริงแท้”
ฉะนั้น “สีทั้งห้า” สอนให้เรามองโลกภายนอกด้วยตาเนื้อ ส่วนผลลัพท์ของ “ตาพร่ามัว” ได้เตือนให้เราหันกลับมามองตนเองด้วยจิตภายใน ท่ามกลางโลกีย์อันยุ่งเหยิงสับสน ความสับสนนี้ไม่ใช่บอกให้เราไม่มอง แต่สอนเราให้มองแต่อย่ายึดติด หากมนุษย์ไม่ถูกล่อลวงด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ความยึดมั่นถือมั่นก็จะไม่เกิด แท้จริงแล้วโลกนี้ไม่เคยมีหนทางที่หลงผิด มีเพียงกิเลสที่บดบังดวงตาเท่านั้น หากมองโลกด้วยตา มองตนด้วยใจ ยิ่งเพ่งพินิจยิ่งกระจ่าง ยิ่งมองก็ยิ่งเป็นอิสระ
อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ อรุณสวัสดิ์เต้าเต๋อจิง 21 กันยายน 2568🌹🌹🌹




ความคิดเห็น