สำเนาของ อรุณสวัสดิ์ “เต้าเต๋อจิง”เผยแพร่วันที่ 11 กันยายน 2569
🌹ผู้ที่กล้าปฏิวัติตน ย่อมรักษาชีวิตใหม่ไว้ได้ตลอดไป

ต้นฉบับ “เมื่อของเก่าผุพัง จึงสร้างใหม่ได้”
ประโยคนี้หมายความว่า ผู้ที่สามารถโอนอ่อน โค้งงอ และวางตนอยู่ที่ต่ำได้ คนเช่นนี้จึงจะได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากผู้คนด้วยความเต็มใจโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย และคุณธรรมของเขาจึงจะสามารถสะสมเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน เมื่อการฝึกฝนหลอมหล่อได้บรรลุผลสมบูรณ์แล้ว ก็จะสามารถก้าวไปสู่สภาวธรรมที่สูงยิ่งขึ้น นี่คือความหมายของ “เมื่อของเก่าผุพัง จึงสร้างใหม่ได้”
คำว่า “เก่า” เดิมหมายถึงสิ่งที่เก่าแก่ เสื่อมโทรม แต่ในที่นี้หมายถึงการลงมือชำระล้างสิ่งเก่าออกด้วยตนเอง บทที่ 47 กล่าวว่า “เดินทางยิ่งไกลเท่าไร ก็ยิ่งรู้น้อยลงเพียงนั้น” คนเรามักคิดว่า ยิ่งมีประสบการณ์กว้างขวาง ยิ่งมีความรู้มากเท่าไร ก็ยิ่งสามารถควบคุมอนาคตได้มากขึ้นเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่เคยประสบมาเป็นเพียงบทสรุปของอดีต ไม่สามารถใช้รับมือกับชีวิตปัจจุบันได้ หากกล้าชำระตรรกะและกรอบความคิดในสมอง เหลือไว้เพียงความว่างอันบริสุทธิ์ และตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันขณะ พลังแห่งการหยั่งรู้และพลังสร้างสรรค์ของจักรวาลที่เหนือกว่าสมองมนุษย์นับร้อยล้านเท่า ก็จะเข้ามาในชั่วพริบตาและชี้ทิศทางที่ถูกต้องให้แก่เราได้
สมองของมนุษย์เก่งในการสร้างปัญหาที่สุด และยังชอบแก้ปัญหาเพื่อเสริมความรู้สึกถึงการมีอยู่ของตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้คนเข้าใจผิดว่า ความคิดเหล่านี้เองคือ “ตัวฉัน”แท้จริงแล้ว ในชีวิตไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ปัญหา” และก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปแก้ไขปัญหา
เมื่อเฝ้ามองคำนิยามต่างๆ ที่สมองสร้างขึ้นอย่างสงบนิ่ง ก็จะค้นพบว่าธรรมชาติเดิมแท้ที่ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวนั้น ดำรงอยู่มาโดยตลอดและไม่เคยจากไปไหน ในการ “ดำรงอยู่” อย่างไม่มีเงื่อนไขนี้ ไม่จำเป็นต้องทำอะไร ไม่ต้องแสวงหาอะไร และไม่ต้องแก้ไขอะไร ก็สามารถสัมผัสถึงความสงบได้ แล้วจะค้นพบว่า แท้จริงแล้วตนเองสมบูรณ์พร้อมอยู่แต่เดิม ไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตามความยึดติดที่ว่า “พรุ่งนี้ต้องดีกว่า” ดังนั้น ท่านเหลาจื่อจึงกล่าวว่า “อริยบุคคลไม่ต้องออกเดินทางก็รู้ได้ ไม่ต้องมองเห็นก็รู้มูลเหตุ ไม่กระทำเหิมเกริม กลับสัมฤทธิ์ผล”
สิ่งที่เรียกว่า “เมื่อของเก่าผุพัง จึงสร้างใหม่ได้” ไม่ได้หมายความว่าต้องคิดหาสิ่งแปลกใหม่มาเปลี่ยนแปลงทุกวัน เพียงแค่ทำมาตรฐานที่วางไว้ในสมองให้ว่างลง ยอมรับและน้อมตามสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ ไม่ต่อต้านสิ่งใดที่เกิดขึ้นอีก ก้อนหินใหญ่ที่กดทับอยู่ในใจก็จะค่อย ๆ ทลายหายไป และชีวิตใหม่ที่ตื่นรู้ก็จะถือกำเนิดขึ้น ในชีวิตนี้ คนเรามีการถือกำเนิดสองครั้ง ครั้งแรกคือการถือกำเนิดของกายสังขาร ส่วนอีกครั้งคือการตื่นรู้ของจิตใจ ผู้ที่กล้าปฏิวัติตนย่อมรักษาความสดใหม่ของชีวิตไว้ได้ตลอดไป
อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ อรุณสวัสดิ์เต้าเต๋อจิง 11 กันยายน 2569 🌹🌹🌹




ความคิดเห็น